Destiny ชาตินี้มีแต่ป่วน Chapter 1
posted on 07 Mar 2009 15:28 by kiawbox in Destiny-chartnee
แปะ! แปะ!
เสียงน้ำหยาดน้อยที่ไหลลงมาจากหินย้อยหยดกระทบผืนถ้ำ ที่ทั้งเย็นเยียบและชื้นแฉะ ริมด้านหนึ่งของถ้ำเป็น
แอ่งน้ำลึกมีตาน้ำต่อตลอดถึงทะเลกว้าง ภายใต้เงาสะท้อนพรายน้ำระยิบระยับทั่วผนังคูหา บนโขดหินริมชายน้ำ
ตื้นเขินปรากฏเงาเลือนรางของนางร่างเน่งน้อย ผมยาวสลวย สองมือนางเกาะประคองร่างไว้บนหิน ทว่าช่วงล่าง
ที่พาดลงมาตามแนวหินนั้นดูแนบสนิทติดกันเป็นเนื้อเดียว ส่วนปลายแม้นจะปิ่มน้ำเป็นเงาตะคุ่ม หากแต่เมื่อโบก
โบยขึ้นสู่ผิวน้ำตื้น ก็เห็นได้ชัดว่าคล้ายหางปลามากกว่าเท้าคน !
ที่ใกล้ๆกันนั้นมีเงาร่างชายหนุ่ม ช่วงล่างนุ่งสนับเพลาพร้อมผูกภูษาถกเขมรทับไว้ ช่วงบนเปลือยเปล่ามีเพียงเงา
ผ้าพาดต่างสังวาลจากไหล่ซ้ายไพล่มาถึงเอวขวา บนศีรษะเห็นเป็นตะคุ่มผมม้วนอยู่ในเกี้ยวโลหะ
“เราจะต้องกลับบ้านกลับเมืองเราแล้ว รักษาตัวดีๆนะ” เสียงของเขาก้องอยู่ในคูหา
“พระองค์จากไปแล้วน้องจะอยู่อย่างไร”
สำเนียงเศร้าเคล้าน้ำตาสะท้อนออกมาจากเงาร่างของนาง เงือกน้อย หากแต่เงาร่างของชายหนุ่มชาติมนุษย์
ค่อยๆหันหลัง และเดินลุยน้ำที่สูงเพียงตาตุ่มเดินห่างออกมาจากโขดหิน แม้นว่านางต่างชาติต่างพันธุ์จะครวญ
คร่ำร้องเรียกเขาอย่างไรก็ตาม...
“พระองค์ อย่าไปเลย”
“พระองค์”
พระองค์...
เสียงนางกึกก้องอยู่ในถ้ำ ทุกๆหลืบมุม จากผนังสู่ผนัง จากมโนสำนึกสู่...มโนสำนึก
****************************
สาวน้อยหน้าขาวใสนอนตะแคงร่างบาง หลับตาพริ้มอยู่บนที่นอน ดวงตาภายใต้หนังตากลอกกลิ้ง ก่อนที่ขนตา
ยาวงอนจะขยับเบาๆ พร้อมเปลือกตาที่ขยับเปิดออก ทุกครั้งที่เธอลืมตาตื่นเธอจะรู้สึกสับสน สองคำถามผุดขึ้น
ในใจ เธอเป็นใคร? และ ที่นี่ที่ไหน? เสมอ และในอีกสองสามอึดใจถัดมา เธอก็จะได้คำตอบ เธอชื่อปิ่นวารี
ชื่อเล่นชื่อวา เธอเป็นนักเรียนชั้นม. 5 และตอนนี้เธออยู่ที่บ้าน
แต่ว่าวันนี้ดูเหมือนจะมีมากกว่าสองคำถามที่เข้ามารุมเร้าอยู่ในสมองของเธอ
ปิ่นวารีลุกขึ้นนั่งด้วยสมองที่มึนงง เหมือนกับเพิ่งผ่านการเดินทางด้วยเครื่องบินที่เร็วกว่าเสียง แสง
หรืออะไรในโลก จนเธอต้องปิดเปลือกตากลับลงไปอีกครั้ง พร้อมยกมือขึ้นทาบหน้าผากที่ปวดหนึบ
ก่อนจะถอนหายใจยืดยาวและพูดกับตัวเองว่า
“เฮ้อ ฝันเรื่องในอดีตชาติอีกแล้ว”
ชั่วเวลานั้นเอง แสงที่สาดรอดเปลือกตาค่อยๆดำมืดลง จนปิ่นวารีรู้สึกได้ชัดว่ามีเงาของใครบางคนทาบทับ
ลงมา เธอจึงรีบลืมตาขึ้น และภาพที่อยู่ตรงหน้าคือชายหนุ่มในชุดนักเรียนม. ปลายเรียบร้อย
ยืนอยู่ข้างเตียงนอน พร้อมโบกมือและทักทายขึ้นว่า
“หวัดดี”
“นายเมธาวิทย์!” ปิ่นวารีหวีดร้องด้วยความตกใจ “นายเข้ามาในห้องฉันได้ง๊ายยยยยย”
“ก็รออยู่ข้างล่างตั้งนานยังไม่เห็นตื่นซักทีนี่ครับ ผมก็เลยขึ้นมาปลุกไง พ่อแม่ของวาก็ไม่เห็นว่าอะไรนี่ครับ”
เมธาวิทย์ตอบ
ปิ่นวารีหันขวับไปที่ประตูซึ่งเปิดอ้า พ่อกับแม่ของเธอยืนยิ้มกริ่มอยู่ตรงนั้น
‘ตรงนั้น’ หมายความว่า สองเท้าถึงจะอยู่นอกกรอบประตู แต่ครึ่งตัวบนชะโงกเข้ามาในห้อง ทำมุมกับพื้นสี่สิบห้า
องศา ในมือของแม่มีพู่เชียร์สีฟ้าอ่อนเหมือนพู่ของพวกเชียร์ลีดเดอร์หรือว่าปอม ปอมเกิลเปี๊ยบ แค่อันเล็กกว่าเท่า
นั้น ส่วนพ่อถือป้ายอันไม่ใหญ่มาก เขียนว่า ‘วิทย์สู้ตาย’ พอเห็นลูกสาวหันมามองเท่านั้น แม่ยิ้มเจื่อน เขย่าพู่เบาๆ
ส่วนพ่อก็ยิ้มแฉ่งชูป้ายสูง
‘นี่พ่อกับแม่กลัวจะไม่ได้หมอนี่เป็นลูกเขยรึไงนะ’ ปิ่นวารีแทบจะพูดอย่างนั้นออกไปจริงๆ ถ้าเสียงนาฬิกาติด
กำแพงรูปบ้านหลังน้อย ไม่ปล่อยเจ้านกปรอทออกมาร้องคุ๊กคูๆๆๆ บอกเวลาเจ็ดโมงครึ่ง
ปิ่นวารีเห็นดังนั้นก็รีบถลาลุกจากเตียง สองเท้าวิ่งพล่านไปมาทั่วห้อง สองมือฉวยผ้าขนหนูพาดบ่า คว้าแปรงสี
ฟันมาคายไว้ ปากก็ร้องว่า
“แย่แล้ว! สายแน่ๆ สายแน่ๆเลย”
เธอร้องพรางรื้อกระโปรงนักเรียนและเสื้ออกมาจากลิ้นชัก แล้วเพิ่งจะนึกได้ว่าหมอนั่นยังยืนยิ้มแก้มแทบปริ
อยู่ในห้อง
“วิทย์ นายรีบๆออกไปจากห้องฉันเลยนะ” ปิ่นวารีพูดไปเอามือดันหลังวิทย์ไป
“แล้วจะรอข้างล่างนะครับ”
วิทย์พูดอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินออกจากห้องตามที่มือเรียวบางนั้นผลักไส พ่อกับแม่ก็พลอยผลุบหายออกไป
นอกห้อง (ทั้งตัว) ด้วยเหมือนกัน
ปิ่นวารีดันคนทั้งสามออกนอกห้องแล้ว ก็รีบเอามือยันประตู ลงกลอน ก่อนที่จะหันหลังพิงบานประตูเอาไว้
“เฮ้อ ทำไมหนีไม่พ้นซักทีนะ” วารีถอนหายใจพร้อมบ่นกับตัวเอง
ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง หลังประตูบานใหญ่ที่ทำจากเหล็กดัดเป็นสนามฟุตบอลโล่งกว่าดูเงียบสงัด ไม่มีเสียงนัก
เรียนคุยกัน ไม่มีนักเรียนวิ่งเล่นในสนาม ธงชาติก็ถูกเชิญขึ้นไปโบกไสวบนเสาเรียบร้อยแล้ว และนาฬิกาเรือน
ใหญ่ที่เด่นตระหง่านอยู่หน้าตึกเรียนสูงเจ็ดชั้นก็ชี้บอกเวลา แปดโมงสี่สิบห้าแล้ว
เสียงฝีเท้าของใครบางคนแว่วมาจากริมทางเท้านอก โรงเรียน ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ครู่เดียวเท่านั้นร่างบางของปิ่นวารีก็วิ่ง
กระหืดกระหอบมาถึง เธอกระชากประตูเหล็กดัดให้เปิดออก แทรกตัวเข้าไปและวิ่งแจ้นสู่สนามหน้าตึก แต่ก็ยังไม่
ลืมที่จะเหลียวไปดูด้านหลัง แค่เห็นร่างของหนุ่มน้อยวิ่งตามเข้าประตูมาเท่านั้น เธอก็รีบสปีดหนี
“บอกว่าไม่ต้องตามยังไงเล่า นายวิทย์!”
ปิ่นวารีวิ่งไปแผดเสียงไป ส่วนเมธาวิทย์ ทั้งที่เท้ายังเร่งจังหวะวิ่ง ตั้งใจจะไปให้ทันเธอ แต่ปากกลับตอบกลับ
อย่างสุภาพนิ่มนวลว่า
“พอซะที เลิกพูดเรื่องอดีตชาติซักทีเถอะ ทำไมจะต้องยึดติดเรื่องในชาติที่แล้วด้วยนะ”
ปิ่นวารีกรีดร้อง เสียงเธอกึกก้องไปทั่ว ทุกๆหลืบมุมตึก จากผนังสู่ผนัง จากสนามสู่สนาม แต่เมธาวิทย์ก็ยังคงวิ่ง
ไล่ตาม พร้อมรอยยิ้มและสายตามุ่งมั่น ไม่ว่าจะเป็นนางเงือก ไม่ว่าจะเป็นความฝัน ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้หรือชาติไหน
ตราบเท่าที่เธอยังไม่หยุดหนี เขาก็จะไม่เลิกตามเป็นอันขาด
เพราะเขาจะไม่ยอมเสียเธอไปอีก...ไม่มีวัน
โปรดติดตามตอนต่อไป....

